วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทเรียนบนเว็บเรื่องทัศนศิลป์ 1

บทเรียนบนเว็บเรื่องทัศนศิลป์ 1 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ   โดยคุณครูธวัชชัย  พิมัยรัมย์

โรงเรียนมัธยมหนองศาลา
---------------------------------------------------------------------------

คำชี้แจงในการเรียน

          1.  เมื่อผู้เรียนเข้ามาในห้องเรียนนี้แล้วให้ ศึกษาบทเรียนก่อน
          2.  เมื่อศึกษาแล้วให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดท้ายบทเรียนที่กำหนดให้


ปั้นขดสร้างรูปทรง


การขึ้นรูปด้วยมือ ( Hand Modelling )


การปั้นด้วยมือ เป็นวิธีการขึ้นรูปอย่างแรก ที่มีมาตั้งแต่สมัยยุคประวัติศาสตร์ และยังมี การทำต่อมา จนถึงปัจจุบั



เนื้อดินสำหรับปั้นมือธรรมดาในเนื้อดินเหนียว จะมีน้ำอยู่ประมาณ 18-25% ดินที่ปั้นด้วยมือ จะแข็งกว่า ดินที่ปั้นด้วยแป้นหมุนเล็กน้อย ดินที่ใช้ปั้นด้วยมือ นิยมใช้ดินสโตนแวร์ ที่มีความเหนียว ไม่นิยมนำดินพอร์ซเลน และโบนไชน่า มาปั้น เนื่องจากมีความเหนียวน้อย
 


การปั้นการปั้น ต้องกดดินให้สนิท เป็นเนื้อเดียวกันตลอด ไม่ให้มีรูอากาศ ในระหว่างรอยต่อ ของชิ้นงาน ถ้ากดไม่แน่น จะมีฟองอากาศ ชิ้นงานจะแยกออก หลังการเผา การปั้นจึงต้อง ระวัง กดดินให้แน่นทุกขั้นตอน จึงปั้นได้ช้ากว่าการขึ้นรูปแบบอื่น การปั้นด้วยมือ ส่วนใหญ่ แบ่งการทำงานเป็น 3 ขั้นตอนคือ การขึ้นรูปด้วยดินเหนียว (Plastic Clay) , การตกแต่งขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่ (Leather Hard) , การตกแต่งหลังดินแห้งสนิทแล้ว (Dry Clay)


 
การขึ้นรูปแจกัน
เรื่องที่ 1 วิธีการขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผา
การขึ้นรูปเครื่องเคลือบดินเผามีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น การปั้นวิธีอิสระ การปั้นด้วยวิธีขด
การปั้นด้วยวิธีตีแผ่ การปั้นด้วยวิธีกดด้วยมือ การปั้นด้วยวิธีปั้นด้วยแป้นหมุน
การปั้นด้วยวิธีทำแม่พิมพ์เทแบบ การปั้นด้วยการใช้ใบมีด
และการปั้นด้วยวิธีกดแม่พิมพ์ซึ่งแต่ละวิธีจะมีความแตกต่างกันออกไป ทั้งเครื่องมือและวัตถุดิบ
การปั้นด้วยวิธีต่างๆดังกล่าวมาแล้วพอจะสรุปได้ดังนี้
*1.การปั้นแบบอิสระ
เป็นการปั้นโดยใช้การปั้นมือเป็นส่วนใหญ่
โดยอาศัยเครื่องมือเล็กๆน้อยๆทั้งที่ดัด
แปลงเองหรือมีใช้โดยทั่วไปการปั้นแบบนี้
จะใช้วิธีคลึงบีบกดวิธีปั้นแบบอิสระนี้
มีมาแต่โบราณตั้งแต่มนุษย์ได้ทำเครื่อง
เ คลือบดินเผาเป็นในปัจจุบันงานบางประเภท
ก็ยังใช้อยู่แต่การปั้นวิธีนี้ช้าแต่มีคุณค่า
ทางศิลป์ดีกว่าวิธีอื่นๆ ปัจจุบันมีใช้อย่างกว้างขวาง
การปั้นแจกันประดับลายควรใช้วิธีนี้
2.การปั้นด้วยวิธีขด
ก่อนที่จะมีการค้นคิดแป้นหมุนขึ้นมาได้มี
การปั้นโดยวิธีขดซึ่งปั้นผลิตภัณฑ์ที่มี
รูปร่างกลมและขนาดใหญ่ซึ่งมีกรรมวิธี
แบ่งออกเป็น2ขั้นด้วยกันคือ
โดยการนำดินมาคลึงให้เป็นเส้นให้มีความ
หนาเท่าๆกันดินชนิดนี้จะแห้งหรือแฉะ
จนเกินไปไม่ได้แล้วเชื่อมต่อกัน
โดยใช้หัวแม่มือกดให้เนื้อดินแต่ละเส้นติดกัน
หรือใช้น้ำดินข้นเชื่อมรอยต่อก็ได้
*


3.การปั้นด้วยวิธีแผ่
การเตรียมดินเมือนวิธีขดแต่ใช้ไม้คลึงดิน ให้เป็นแผ่นหนาบางแล้วใช้เครื่องมือตัด
ให้ได้ขนาดตามต้องการนำมาต่อให้เป็น
รูปต่างๆโดยใช้น้ำดินข้นประสานรอยต่อ วิธี้ใช้มากส่วนใหญ่เป็นทำเครื่องประดับ
เช่น ดอกไม้ที่เขี่ยบุหรี่ เป็นต้น

4.การขึ้นด้้วยวิธีกดด้วยมือ
เป็นวิธีที่ทำดินให้เป็นแผ่น แล้วนำดินแผ่น
วางลงพิมพ์ ที่เตรียมไว้ใช้ฟองน้ำหรือเศษผ้าอ่อน
ชุบน้ำหมาดๆ ทำเป็นลูกประคบกดลงให้แน่น
ถ้าเป็นพิมพ์ครึ่งซีกแม้จะนำมาประกบเป็นผลิตภัณฑ์
เต็มใช้น้ำดินช่วยในการเชื่อมรอยต่อ
ของการพิมพ์ทั้งสองข้างปล่อยทิ้งไว้สักครู่
นำมาแต่งรอบตะเข็บที่ต่อให้เป็นเนื้อเดียวกัน

5.การปั้นด้วยแผ่นหมุน
เป็นวิธีขึ้นรูปที่ค่อนข้างยากกว่าการขึ้นรูป
ชนิดอื่นๆทั้งนี้เพราะผู้ที่ปั้นผลิตภัณฑ์
ด้วยแป้นหมุนได้จะต้องมีความชำนาญ
และมีการฝึกอยู่เสมอลักษณะของแป้นหมุน
เป็นทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและไม่ใช้มอเตอร์
โดยอาศัยกำลังของคนหมุนให้มีความเร็วค่อนข้างดี
สิ่งที่สำคัญในการสร้างแป้นหมุนต้องอยู่ที่
จุดศูนย์กลางของแป้นไม่บิดเบี้ยวไปทางใดทางหนึ่ง
*


6.การขึ้นรูปด้วยวิธีหล่อพิมพ์
เป็นวิธีขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ส่วนโค้งเว้า
สามารถขึ้นรูปได้ง่ายกว่าวิธีอื่นและเป็นการขึ้นรูป
ที่จะได้ผลิตภัณฑ์แบบและขนาดเท่ากัน
การขึ้นรูปชนิดนี้ต้องอาศัยแบบพิมพ์
ที่ทำมาจากปูนปลาสเตอร์
เพราะปูนปลาสเตอร์มีคุณสมบัติในการดูดซึมน้ำ
ซึ่งเหมาะในการขึ้นรูปโดยใช้เนื้อดินปั้นแบบน้ำดินข้น
หรือบางครั้งเรียกน้ำสลิปดิน
และอาจทำเป็นแบบพิมพ์กลวงหรือแบบพิมพ์ตันก็ได





พิมพ์ภาพด้วยแม่พิมพ์ดิน

การพิมพ์ภาพ  หมายถึง   การถ่ายทอดรูปแบบจากแม่พิมพ์ออกมาเป็นผลงานที่มีลักษณะ เหมือนกันกับแม่พิมพ์ทุกประการ  และได้ภาพที่เหมือนกันมีจำนวนตั้งแต่  2  ชิ้นขึ้นไป       การพิมพ์ภาพเป็นงานที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากการวาดภาพ  ซึ่งการวาดภาพไม่สามารถ สร้างผลงาน  2   ชิ้น    ที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการได้     จึงมีการพัฒนาการพิมพ์ขึ้นมา ชาติจีน   ถือว่าเป็นชาติแรกที่นำเอาวิธีการพิมพ์มาใช้อย่างแพร่หลายมานานนับพันปี   จากนั้น จึงได้แพร่หลายออกไปในภูมิภาคต่างๆของโลก  ชนชาติทางตะวันตกได้พัฒนาการพิมพ์ภาพ ขึ้นมาอย่างมากมาย  มีการนำเอาเครื่องจักรกลต่างๆเข้ามาใช้ในการพิมพ์  ทำให้การพิมพ์มีการ พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน 


            การพิมพ์ภาพมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
1.  แม่พิมพ์  เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิมพ์ 2.  วัสดุที่ใช้พิมพ์ลงไป 3.  สีที่ใช้ในการพิมพ์ 4.  ผู้พิมพ์       

ผลงานที่ได้จากการพิมพ์  มี  2  ชนิด คือ 
 1.  ภาพพิมพ์   เป็นผลงานพิมพ์ที่เป็นภาพต่างๆ  เพื่อความสวยงามหรือบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ       อาจมีข้อความ  ตัวอักษรหรือตัวเลขประกอบหรือไม่มีก็ได้ 
2.  สิ่งพิมพ์  เป็นผลงานพิมพ์ที่ใช้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เป็นตัวอักษร  ข้อความ ตัวเลข  อาจมี      ภาพประกอบหรือไม่มีก็ได้      


ประเภทของการพิมพ์   การพิมพ์แบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะต่าง  ดังนี้ 


1.  แบ่งตามจุดมุ่งหมายในการ พิมพ์  ได้  2  ประเภท  คือ
        1.1  ศิลปภาพพิมพ์   (  GRAPHIC   ART  )  เป็นงานพิมพ์ภาพเพื่อให้เกิดความสวยงามเป็น  งานวิจิตรศิลป์        
1.2  ออกแบบภาพพิมพ์   ( GRAPHIC  DESIGN  ) เป็นงานพิมพ์ภาพประโยชน์ใช้สอยนอก เหนือไปจากความสวยงาม ได้แก่  หนังสือต่างๆ   บัตรต่างๆ  ภาพโฆษณา  ปฏิทิน  ฯลฯ               จัดเป็นงาน ประยุกต์ศิลป์


2.  แบ่งตามกรรมวิธีในการพิมพ์  ได้  2  ประเภท  คือ 
  2.1  ภาพพิมพ์ต้นแบบ  ( ORIGINAL   PRINT ) เป็นผลงานพิมพ์ที่สร้างจากแม่พิมพ์และวิธี   การพิมพ์ที่ถูก สร้างสรรค์และกำหนดขึ้นโดยศิลปินเจ้าของผลงาน  และเจ้าของผลงาน                  จะต้องลงนามรับรองผลงานทุกชิ้น  บอกลำดับที่ในการพิมพ์  เทคนิคการพิมพ์   และ วัน                 เดือน   ปี  ที่พิมพ์ด้วย         
2.2  ภาพพิมพ์จำลองแบบ   (  REPRODUCTIVE   PRINT  ) เป็นผลงานพิมพ์ที่สร้างจากแม่พิมพ์    หรือวิธี การพิมพ์วิธีอื่น  ซึ่งไม่ใช่วิธีการเดิมแต่ได้รูปแบบเหมือนเดิม  บางกรณีอาจเป็นการ ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น
3.  แบ่งตามจำนวนครั้งที่พิมพ์  ได้  2  ประเภท  คือ      
3.1  ภาพพิมพ์ถาวร  เป็นภาพพิมพ์ที่พิมพ์ออกมาจากแม่พิมพ์ใดๆ  ที่ได้ผลงานออกมามีลักษณะ   เหมือนกันทุกประการ  ตั้งแต่  2  ชิ้นขึ้นไป     
 3.2  ภาพพิมพ์ครั้งเดียว  เป็นภาพพิมพ์ที่พิมพ์ออกมาได้ผลงานเพียงภาพเดียว  ถ้าพิมพ์อีกจะได้ผลงานที่ไม่เหมือนเดิม


กุสต์    เรอนัวร์, 1897 Lithograph   ออสการ์, 1908  Lithograph    อันโดะ  ฮิโรชิเงะ, 1840 Wood-cut 


                                                                        ออ
4.  แบ่งตามประเภทของแม่พิมพ์  ได้  4  ประเภท  คือ    

 4.1  แม่พิมพ์นูน  ( RELIEF   PROCESS  ) เป็นการพิมพ์โดยให้สีติดอยู่บนผิวหน้าที่ทำให้นูน
         ขึ้นมาของแม่พิมพ์   ภาพที่ได้เกิดจากสีที่ติดอยู่ในส่วนบนนั้น      แม่พิมพ์นูนเป็นแม่พิมพ์

        ที่ทำขึ้นมาเป็นประเภทแรก   ภาพพิมพ์ชนิดนี้ได้แก่  ภาพพิมพ์แกะไม้ ( WOOD-CUT )      ภาพพิมพ์แกะยาง ( LINO-CUT )  ตรายาง ( RUBBER  STAMP ) ภาพพิมพ์จากเศษวัสดุต่างๆ 



4.2  แม่พิมพ์ร่องลึก  ( INTAGLIO  PROCESS ) เป็นการพิมพ์โดยให้สีอยู่ในร่องที่ทำให้ลึกลง        ไปของแม่พิมพ์โดยใช้แผ่นโลหะทำเป็นแม่พิมพ์ ( แผ่นโลหะที่นิยมใช้คือแผ่นทองแดง )     และทำให้ลึกลงไปโดยใช้น้ำกรดกัด ซึ่งเรียกว่า  ETCHING   แม่พิมพ์ร่องลึกนี้พัฒนาขึ้นโดย    ชาวตะวันตก  สามารถพิมพ์งานที่มีความ  ละเอียด  คมชัดสูง  สมัยก่อนใช้ในการพิมพ์ หนังสือ    พระคัมภีร์  แผนที่  เอกสารต่างๆ  แสตมป์  ธนบัตร  ปัจจุบันใช้ในการพิมพ์งานที่เป็นศิลปะ
       และธนบัตร
     



4.3  แม่พิมพ์พื้นราบ  ( PLANER   PROCESS  )    เป็นการพิมพ์โดยให้สีติดอยู่บนผิวหน้า           ที่ราบเรียบของแม่พิมพ์ โดยไม่ต้องขุดหรือแกะพื้นผิวลงไป แต่ใช้สารเคมีเข้าช่วย  ภาพพิมพ์          ชนิดนี้ได้แก่   ภาพพิมพ์หิน  ( LITHOGRAPH )  การพิมพ์ออฟเซท ( OFFSET )  ภาพพิมพ์กระดาษ   ( PAPER-CUT )  ภาพพิมพ์ครั้งเดียว  ( MONOPRINT )      


4.4  แม่พิมพ์ฉลุ  ( STENCIL  PROCESS  ) เป็นการพิมพ์โดยให้สีผ่านทะลุช่องของแม่พิมพ์ลงไป             สู่ผลงานที่อยู่ด้านหลัง  เป็นการพิมพ์ชนิดเดียวที่ได้รูปที่มีด้านเดียวกันกับแม่พิมพ์  ไม่กลับซ้าย            เป็นขวา  ภาพพิมพ์ชนิดนี้ได้แก่  ภาพพิมพ์ฉลุ ( STENCIL )  ภาพพิมพ์ตะแกรงไหม ( SILK  SCREEN )     การพิมพ์อัดสำเนา  ( RONEO )  เป็นต้น 




                      หน้าก่อน(จุดสีสร้างภาพ)   หน้าแรก   หน้าต่อไป (ปั้นขดสร้างรูปทรง)

จุดสีสร้างภาพ


1.  จุด  (Dot)
จุด  หมายถึง  รอยหรือแต้มที่มีลักษณะกลม ๆ ปรากฏที่พื้นผิวไม่มีขนาด  ความกว้าง  ความยาว  ความหนา  แบ่งแยกไม่ได้  เป็นสิ่งที่เล็กที่สุด  สามารถเคลื่อนไหวไปในที่ว่างได้  จุดเป็นธาตุเริ่มแรกที่ทำให้เกิดธาตุอื่นๆ ขึ้น  จุดเกิดขึ้นได้  2  ลักษณะ  ดังนี้
1.  เกิดจากธรรมชาติ  จุดกระจัดกระจายอยู่ตามธรรมชาติมากมายในสิ่งต่าง ๆ ที่ธรรมชาติสร้างขึ้น  เช่น  จุดปรากฏที่ส่วนต่าง ๆ ของพืช  ของสัตว์บางชนิด  จุดที่มองเห็นตามกลุ่มดาวบนท้องฟ้า  จุดบนวัตถุธาตุบางชนิด  เช่น  ดิน  หิน  แร่  เป็นต้น








2.  เกิดจากฝีมือมนุษย์  มนุษย์ใช้สิ่งแหลมคม  แต้ม  จิ้ม  กด  เป็นรอยกลม ๆ ลงผิวพื้น
ที่ว่างทำให้เกิดเป็นรอยแต้มเป็นจุดเดียวหรือหลายจุดไม่มีความหมายหรือเป็นลวดลายที่จงใจให้เป็น  เช่น  จุดที่ปรากฏบนกระดาษจุดเดียว  จุดต่อเนื่องลักษณะไข่ปลา  จุดที่รวมเป็นกลุ่มอย่างอิสระ  จุดที่รวมตัวเคลื่อนไหวกระจายเป็นระยะเท่า ๆ กันอย่างมีระเบียบ  เป็นต้น
จุดเป็นองค์ประกอบแรกที่ทำให้เกิดธาตุต่าง ๆ ที่นำมาประกอบสัมพันธ์กันรวมกลุ่มกันเป็นองค์ประกอบศิลป์  จุดเมื่อปรากฏบนที่ว่างจะมีปฎิกิริยาโต้ตอบผลักดันกันหรือดึงดูดกัน  จุดที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่มทำให้มองเห็นโครงสร้างจากจินตนาการเป็นรูปแบบคงที่และรูปแบบเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวได้